
เนื้อเรื่อง/บทสรุป
Clair Obscur: Expedition 33
ไม่น่าเชื่อว่า โลกที่เราอยู่มาตั้งแต่เริ่มต้น มันคือโลกที่ถูกวาดขึ้นโดยจิตกรคนหนึ่ง ทุกสิ่งที่เราได้พบเจอตลอดทั้งเกม คือเรื่องสมมุติที่เกิดขึ้นในภาพวาด
และเมื่อจิตกรคนนั้นได้ตายลง แม่ผู้โศกเศร้าก็เข้ามาอยู่ในโลกภาพวาด และวาดครอบครัวให้กลับมาพร้อมหน้าอีกครั้ง กลายเป็นโลกสมมุติที่ช่วยเยียวยาจิตใจของแม่
ส่วนพ่อที่อยากให้แม่อยู่กับความจริง จึงตามเข้าไปในภาพวาดอีกคน เพื่อตามแม่กลับสู่โลกความเป็นจริง พ่อคิดจะทำลายโลกภาพวาดแห่งนี้ แต่แม่ไม่ยอม จึงใช้พลังชลอการทำลายโลกไว้ให้นานที่สุด
แต่ด้วยความเหนื่อยล้าของแม่ โลกของภาพวาดจึงค่อยๆสูญสลาย แม่ได้แจ้งเตือนทุกคน ถึงวันที่ร่างกายของพวกเขาต้องสลายไป แม่ได้เขียนตัวเลขแสดงไว้บนเสาหินขนาดใหญ่ บ่งบอกถึงอายุขัยสูงสุดของมนุษย์บนโลกใบนี้ ที่ตัวเลขจะลดลงทุกปี
ทางด้านโลกความเป็นจริงก็เกิดปัญหามากมายที่รอให้พ่อและแม่ออกมาแก้ไข น้องสาวเลยตัดสินใจเข้าไปในภาพวาดอีกคน แต่ด้วยความที่เธอยังเด็กมากร่างกายไม่อาจต้านทานพลังทำลายล้างได้ จึงได้มาเกิดเป็นเด็กทารก และเติบโตขึ้นเป็นมาคนใหม่ในโลกของภาพวาด
น้องสาวที่เติบโตขึ้นมาโดยไม่เหลือความทรงจำจากโลกความจริง จึงเชื่อหมดใจว่านี่คือชีวิตจริง เกิดความผูกพันกับคนในโลกภาพวาดเหมือนเป็นครอบครัวจริงๆ จนมาถึงวันที่ตัวเลขบนเสาหินแสดงตัวเลข 33 ผู้คนที่มีอายุมากกว่า 33 ปี ก็สลายหายเป็นฝุ่นผง
น้องสาวได้ตัดสินใจเข้าร่วมหน่วยสำรวจที่ 33 เพื่อเดินทางไปกำจัด จิตกรหญิงร่างยักษ์ ผู้เขียนตัวเลขบนเสาหิน ซึ่งทุกคนเข้าใจว่าจิตกรผู้นี้คือต้นเหตุของการแหลกสลายของผู้คน แต่ความจริงเธอคือแม่
ในระหว่างการเดินทางน้องสาวได้พบกับชายปริศนาที่มาช่วยเหลือเธอในช่วงคับขัน ซึ่งชายผู้นี้คือภาพวาดของพี่ชายที่ตายไป ซึ่งแม่ได้สร้างเขาขึ้นมาใหม่ในโลกของภาพวาด พี่ชายและน้องสาวได้เดินทางไปต่อสู้กับแม่ที่ตอนนี้รับบทเป็นจิตกร และส่งแม่กลับสู่โลกความจริงได้สำเร็จ
แต่เมื่อแม่ผู้คอยยับยั้งการทำลายไม่อยู่แล้ว ผู้คนทั้งหมดถึงสูญสลายไปด้วยพลังของพ่อที่ต้องการทำลายโลกภาพวาดให้สิ้นซาก แต่นี่คือโลกอีกใบที่น้องสาวผูกพัน และภาพวาดยังเป็นตัวแทนพี่ชายที่ตายไปด้วย น้องสาวจึงไม่ยอมให้พ่อมาทำลายมันเด็ดขาด เธอจึงรับบทจิตกร ฟื้นคืนทีมสำรวจที่สลายไปให้กลับมาอีกครั้ง การต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างพ่อกับลูกจึงเริ่มขึ้น
![]()


